วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

เมฆ





หมาเห็นเมฆคิดไปด้วยใฝ่ฝัน
หากเป็นเมฆเช่นนั้นจะดีไหม
เทวดารู้เห็นในความนัย
จึงทวงถาม"จะเป็นไหมเดี๋ยวให้เป็น"

หมาดีใจได้เป็นเมฆลอยละล่อง
เป็นฟองฟ่องอยู่ฟากฟ้าส่ายตาเห็น
ลมมาพัดเมฆแยกแตกกระเซ็น
ความทุกข์เข็ญ..อยากเป็นลมให้สมใจ

เทวดาให้เป็นเหมือนเช่นอยาก
ลมพัดจากจรแจ้งทุกแห่งไหว
นึกคะนองด้วยฤทธิ์พิชิตไป
ทั้งต้นไม้ชายคาไร้ปารนี

ถึงจอมปลวกขื่นขมระทมพัด
ยังยืนหยัดอยู่ได้กระไรนี่
ควายอีตู้แปลกหน้าเข้าราวี
ขวิดหลายทีจอมปลวกนั้นก็พังครัน

ความเก่งกาจส่อเห็นความเป็นเอก
เทวดาจงเสกเสียเถิดนั่น
มาเป็นควายทุกข์ใจไปวันวัน
เขาล่ามมันด้วยเชือกนอนเกลือกตม

จนเห็นหมาตัวหนึ่งมาเดินใกล้
อยากหลุดออกเที่ยวไปสุขใจสม
อยากเป็นหมา..หมาที่ฟันแหลมคม
เทวดานึกตรอมตรม...เสกสมใจ

กลับเป็นหมาตัวเก่าแล้วเฝ้าคิด
ครวญพินิจดูท้องฟ้าพาหวั่นไหว
เทวดาร่ำมาแต่ไกลไกล
"อยากเป็นอีกอะไรไหนบอกมา"

"หมาบอกว่าเป็นหมาแสนดีแล้ว
ไม่คลาดแคล้วทุกข์เข็ญนั้นดอกหนา"
มองก้อนเมฆเมื่อสายลมพัดพา
มองควายตู้อยู่กลางนาอย่างรู้ใจ

ลิงฝาหรั่งครับ


คาดว่าน่าจะกินขนมปัง ลิงพวกนี้เลี้ยงง่าย เชื่อง ฉลาดและแสนรู้ อึอึ
เด็กปอขี้ไก่ครูใหญ่จำเป็น....

ครูทองก้อนเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมลุงดาวผู้ใหญ่บ้าน  ทั้งสองเดินไปตามหมู่บ้าน  ถึงคุ้มกลุ่มไหนก็จะบอกคนในคุ้มนั้น มารวมตัวกัน  และแจ้งข่าวให้ทราบว่าอีกหนึ่งอาทิตย์  โรงเรียนก็จะเปิดเรียน  ใครที่มีลูกหลานอายุย่างจะเจ็ดขวบปีนี้  ให้นำลูกหลานของตน  ไปแจ้งต่อครูอาจารย์ที่โรงเรียนในวันเปิดเรียน  เพื่อเข้าเรียนหนังสือ  และย้ำว่าใครหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร่วมมือจะถือว่าผิดกฎหมาย  และนายอาจจับเข้าคุกได้  เมื่อทุกคนฟังเข้าใจและใตร่ถามถึงเอกสารที่จะต้องนำไปในวันเปิดเรียนจนทราบดี  ครูทองก้อนและลุงดาว  ก็จะย้ายไปแจ้งข่าวที่อี่นต่อ...


ครูทองก้อนและลุงดาว  มาหาพ่อที่บ้าน  นั่งคุยกันที่ซุ้มดอกเห็ดของพ่อ  ครูทองก้อนชมพ่อว่าทำสวยดี  และแปลกกว่าใครในหมู่บ้าน  ตานวลเมื่อเห็นลุงดาวก็แอบหลบไปที่อื่น  เพราะกลัว  ลุงดาวขู่ตานวลบ่อยๆ  เรื่องที่แกชอบพกหนังสือโป้แจกคนหนุ่มในหมู่บ้านดู  แล้วใจแตก  ลุงดาวว่า  จะให้นายในเมืองมาจับ แต่คนในหมู่บ้านรักตานวล  โดยเฉพาะพวกหนุ่มๆทุกคนชอบเรียกแกว่า  ท่านศาสดาจารย์  สักพักน้าไพ  อาจ่อย  ลุงหนวดก็มาสมทบ  บักแหล่กับเสือสมิงเพื่อนในวัยเดียวกับผม  ก็ตามพ่อมันมาด้วย  ลุงหนวดเถียงพ่อว่าผมเป็นน้องบักสมิง  พ่อไปเอาสำเนาเอกสารหลายใบ  มาให้ครูทองก้อนดู  ลุงหนวดก็เอามาด้วย  บักสมิงตัวโตกว่าผมแต่สกปรก  ส่วนผมครูทองก้อนชมว่าท่าทางฉลาดแข็งแรง  สมชื่อ”บักแข่น”  บักแหล่ขี้มูกโป่ง  เหมือนจะร้องไห้เมื่อครูทองก้อนยื่นมือมาจะจับมัน  ครูทองก้อนบอกว่า  พวกเราทั้งสามคนจะได้เข้าโรงเรียนเป็นลูกศิษย์ครูในปีนี้.......

คืนนั้น  
หลังอาหารเย็นในคืน  อันมืดค่ำ  ของคืนข้างแรม  รอบแสงตะเกียงน้ำมันก๊าด  ผมนั่งตัวเกร็งเป็นปั้นข้าวเหนียว  ต่อสายตาพี่น้องในครอบครัวรวมหกคน  (หญิงสามคนชายสามคนมีผมกับน้องชายที่เพศไม่สลับกัน  นอกนั้นสลับกันจากพี่สาวคนโต)และรับทราบล่วงหน้าว่า  จะเกิดอะไรขึ้น  หากผมเกเรเมื่อไปอยู่ในโรงเรียน  ผมเอาแต่ยิ้มและนึกสนุก  อยากรู้เหมือนกันว่า  พวกคนโตๆเขาอ่านหนังสือออกได้อย่างไร  คนที่อ่านไม่ออกเขาก็ว่าโง่  ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น  น้องชายมาลูบๆคลำๆบีบไหล่บีบแขนและชมว่า  อ๋อนี่แหละว่าที่นักเรียนใหม่
วันเปิดเรียนมาถึง  


 ผมได้ชุดนักเรียนใหม่ทั้งชุด  โก้ขนาด  ขบวนนักเรียนเก่านักเรียนใหม่  ค่อยๆทยอยออกเดินไปโรงเรียน  ทั้งลูกเล็กเด็กแดงหอบจูงกันไป  บางรายกลัวครูไม่อยากไปโรงเรียน  ร้องไห้กระจองอแง  ต้องฉุดกระชากลากกันไปทั้งขู่ทั้งปลอบ  ผู้พบเห็นรู้สึกยุ่งยากใจไปด้วย  แต่ก็ยิ้มและให้กำลังใจว่า


“ควายหัดเข้าคราดเข้าไถใหม่ๆก็ลำบากแบบนี้แหละ  ไว้มันเป็นแล้วแกก็สบายหรอก”ผู้พูดหัวเราะหึหึ

ห้องเรียน
ห้องเรียนของพวกเราดูวุ่นวายไปหมด  ครูให้นักเรียนใหม่ทั้งหมด  รวมอยู่ห้องเดียวกันที่อาคารหนึ่ง เป็น เรือนไม้ชั้นเดียว  นับจำนวนนักเรียนก็มากพอสมควร  เพราะสองหมู่บ้านมีโรงเรียนแห่งเดียวกัน  เพื่อนใหม่ของผมบางคนต้องมีแม่คอยปลอบประโลมอยู่ใกล้ๆ  เพราะหมอเอาแต่ร้องลูกเดียว  บางคนชอบมองหน้า  ผมก็มองมันบ้าง  พอสบตากันนานๆทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ  กล้ามเนื้อมันแน่นเปรี๊ยะๆไปหมด   ครูทองก้อนปรากฏตัวที่หน้าห้องเรียน  พร้อมรอยยิ้มและการเล่าแจ้งแถลงไข  ความวุ่นวายเสียงจอแจพลันเงียบงัน  เมื่อนิทานไหลรื่นออกจากปากครูทองก้อน  พร้อมภาพประกอบบนกระดานดำ  สะกดพวกผมให้เคลิ้มไปอย่างชวนฝัน...สนุกอย่างบอกไม่ถูก

นานจนเราเรียกโรงเรียนแห่งนั้นว่า”โรงเรียนของเรา”                                   
บรรดาเรานักเรียนใหม่  เมื่อคุ้นเคยสถานที่แล้ว  ก็จะกลายเป็นลิงกังที่โลดโผนโจนทะยานไปทั่ว  ให้คุณครูคอยกำหราบอยู่เป็นประจำ   ผมยกระดับตัวเองมาอยู่ขั้นแนวหน้าของเพื่อนๆทั้งหมด  และเรียนเก่งกว่าทุกคน  สายตาที่มองมาสู่ผมจึงเป็นสายตาทีอ้อนวอนเช่นทาสมอบให้แด่นาย  มิฉะนั้นก็จะอดลอกการบ้าน  และอาจมีการปากแตกเกิดขึ้น  พวกผมได้แยกพวกออกอีกเป็นสองฝ่าย  คือทับหนึ่งและทับสอง  ผมอยู่ทับสอง  ต้องย้ายจากอาคารหนึ่งมาอยู่อาคารสองชั้นล่าง  มีเพียงฝาเขียบตองเก่าๆโกโรโกโส  เป็นรูโบ๋  กั้นรอบนอก  ในห้องใช้เพียงกระดานดำกั้นระหว่าง  ห้องของพวกผมติดกับชั้นปอสี่  เมื่อมีกิจกรรมสนุกๆ  ของพวกพี่ๆอย่าง  ร้องเพลง  ฟ้อนรำ  พวกผมก็จะมามุดใต้กระดานดำออกันดูอย่างสนุก  ครูทองก้อนใจดีไม่เคยว่า  พวกผมมักถูกพวกพี่ๆตัวโตกว่า  ล้อเลียนอยู่บ่อยๆว่าพวกปอขี้ไก่  เพราะวันๆเอาแต่ท่อง  กอไก่  ขอไข่  จนดูๆแล้วหน้าเหมือนไก่  ทั้งห้องก็เหม็นไปด้วยขี้ไก่  ทำให้พวกผมรู้สึกเจ็บใจยิ่งนัก


วันหนึ่งหลังครูทองก้อนให้ทำแบบฝึกหัด  เสร็จ-ส่งและรอตรวจ  ผมเห็นเพื่อนๆยืนดูอะไรอยู่ข้างกระดานดำ  ผมเลยไปสมทบ  ที่หน้าชั้นเรียนชั้นปอสี่มีพี่คนหนึ่งยืนอยู่  ชื่อพี่ยา  พี่เขาตัวโตมากเรียนซ้ำชั้นมาแล้วหลายปี  ปอสี่ปีนี้เป็นปีที่สอง  เรียกกันสนุกๆว่าปอสี่ปีสอง  ครูอำนวยตัวอ้วนๆ  ใช้ไม้เรียวเคี่ยวเข็ญให้แกอ่านตัวอักษร  ที่เขียนไว้บนกระดานดำ  ตัวเท่าหม้อแกง  ถึงผมจะยืนอยู่ไกลพอประมาณก็ดูออกว่าเป็น  ห.หีบกับสระอา  อ่านว่า”หา”อย่างแน่นอน  พี่เขาก็อ่านไปเรื่อยไม่ถูกสักที  ครูก็คอยซักอยู่นั่นแหละ  เพื่อนๆพี่เขาก็คอยลุ้น  และหัวเราะอย่างสนุกสนาน  เพื่อนๆของผมบอกว่าสนุก  แต่ผมรู้สึกเซ็งกิน  


“หอหีบสระอาก็ต้องอ่านว่าหา” ผมตะโกนออกไป


จากนั้นก็กลับมานั่งที่อย่างไม่คิดอะไรเลย


สักครู่ต่อมา  ครูอำนวยเดินมาที่ห้องเรียนของพวกผม  และถามหาเจ้าของเสียง  ผมรู้สึกหน้าเสีย  เพราะกิตติศัพท์ครูอำนวยนั้น  เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าแกดุมาก  เพื่อนๆของผมแสดงความยินดี  โดยรุมชี้มาที่ผม  ผมรู้สึกเหมือนจะละลายเป็นเถ้าธุลีไปในบัดนั้น  ครูอำนวยหันไปซุบซิบกับครูทองก้อนอยู่พักหนึ่ง  ก่อนขออนุญาตินำตัวผมไป  โดยมีกองหนุนเป็นพวกพี่ๆชั้นปอสี่ตัวโตๆ สองสามคน   ผมพยายามต่อสู้ขัดขืนแล้วแต่พ่ายแพ้  ด้วยเรี่ยวแรงที่ด้อยกว่าพวกนั้น


“จับกูทำไมวะ  ไม่ไปโว้ย  ไม่ไป”  


ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษ  ยืนกุมเป้าตัวสั่นงั่กๆอยู่หน้าชั้นปอสี่  เคียงบุรุษหนุ่มแววตาเศร้าลึกโหล  ความสูงของผมแค่บั้นเอวพี่เขาเอง   พวกที่นั่งอยู่ในห้องต่างก็เพ่งสายตามาที่ผม  จ้อง  แล้วก็หัวเราะ  จนผมรู้สึกว่า  ความหล่อของตัวเองลดน้อยถอยลงไปทุกที


“พวกเราทุกคนปรบมือต้อนรับครูใหญ่ของพวกเราหน่อยเร้วว”  ครูอำนวยออกคำสั่งและปรบมือนำทุกคนก่อนที่ทั้งห้องจะเกรียวกราวไปด้วยเสียงนั้น  รวมทั้งเพื่อนๆของผมที่ยืนอยู่ริมกระดานดำ


“แนะนำตัวหน่อยครับ”  ครูอำนวยบอกพลางก้มมองใบหน้าหล่อๆของผม


“เด็กชายรุ่ง  หนองนกเป็ดครับ”  ผมตอบเสียงฉะฉานและมุ่งมั่น


ทั้งห้องเงียบ....


“แสดงความสามารถสะกดคำบนกระดานดำอีกครั้งนะครับ  แบบว่ามีพี่บางคนเขาอ่านไม่ออกน่ะ”


ครูอำนวยหันไปมองพี่ยาพร้อมรอยยิ้มเริงรื่น  ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก  เงยหน้ามองตัวอักษรในกระดานดำ  และเปล่งเสียงออกมาอย่างมั่นใจ


“หออาหาคับ”  


ทั้งห้องหัวเราะสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง  พี่ยารู้สึกว่าเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้  แต่ก็สายไปเสียแล้ว  ครูอำนวยให้ผมอ่านหนังสือบนกระดานดำให้พี่ยาอ่านตามอยู่สองสามรอบ  สุดท้ายผมก็ได้ไปนั่งบนเก้าอี้ของครู  ห้อยเท้าต่องแต่งตามคำสั่งครูอำนวย  มีพี่ยาคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง  และก้มกราบต่อเจ้าแม่ธรณีอยู่หลายรอบ  พร้อมกับพูดว่า


“อาจารย์ใหญ่คร้าบ”  


“อาจารย์ใหญ่คร้าบ “


“ อาจารย์ใหญ่คร้าบ”


ผมกอดอกพยายามวางมาดให้เหมือนครูใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้  ก่อนจะหัวเราะออกมาดังๆพร้อมกับคนอื่นๆทั่วทั้งห้องนั้น  อย่างกลมกลืน




ที่มา
     http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?topic=5773.0

เรื่องสสั้นที่ผมเขียน

เรื่องสั้นๆ   บ้าน..

ผมเติบโตมากับทุ่งนาป่าดง ใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบัน กินอยู่อย่างเรียบง่าย  โดยภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนอิสาน  เรื่องอาหารการกิน น้อยครั้งที่ครอบครัวของผมจะลำบากควักเงินในกระเป๋าซื้อให้สิ้นเปลือง เพราะทุ่งนาป่าพงพีที่แวดล้อม  นั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหารคอยหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ   

ครอบครัวของผมสืบทอดอาชีพชาวนามาแต่บรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน พ่อของผมเป็นช่างไม้ที่จัดว่าฝีมือดีคนหนึ่งในหมู่บ้าน  สิ่งที่พ่อทำมาตลอดคือการสร้างบ้าน ทั้งบ้านตัวเองและรับจ้างคนอื่น  นอกจากสร้างบ้านพ่อยังทำเฟอนิเจอร์ขาย มี ตู้ เตียง เก้าอี้ โต๊ะ เป็นต้น  พ่อคือคนสร้างรายได้ให้กับครอบครัว  บ้านที่เราอยู่เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์สวยงามวันดีคืนดีพ่อนึกครึ้มอกครึ้มใจวันใดก็จะประกาศขายไปซื้อที่ดินแห่งใหม่ และเริ่มก่อสร้างบ้านอีกหลัง เป็นอย่างนี้มาตลอด  แม่กับพี่สาวเล่าให้ฟังบ่อยๆว่าบ้านใครบ้างที่เคยเป็นบ้านของเรามาก่อน 
เท่าที่จำความได้ บ้านที่อยู่ข้างบ้านผมก็เคยเป็นของพวกเรามาก่อน ด้วยความสงสัยในวัยเด็ก ผมก็นึกสงสัยว่า ทำไมพ่อต้องให้คนอื่นมาอยู่บ้านของพวกเราด้วย และพาพวกเราทั้งหมดหอบข้าวหอบของมาอยู่บ้านหลังเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคา พร้อมกับมองโครงการใหม่ของพ่อ  ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างนึกแปลกใจ  

แม้ในที่สุด เมื่อมันถูกกั้นรอบด้วยฝาเขียบตองสีเขียวสดทั้งหลัง พ่อจึงไปชักชวนเพื่อนบ้านมาช่วยหอบข้าวหอบของเดินรอบบ้านสองรอบสามรอบ นิมนต์พระมาทำพิธีต่างๆ จัดเลี้ยงสังสรรค์พร้อมประกาศว่า ที่นี่คือบ้านใหม่ของพวกเรา 

บ้านของพ่อโดดเด่นในจินตนาการของเพื่อนบ้านรวมทั้งพวกผม  เมื่อมันแล้วเสร็จ  แต่ตอนนี้มันล้อมลอบด้วยฝาเขียบตองสีเขียว  ตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของทุกคน

ช่วงที่กำลังเร่งสร้างบ้าน พ่อจะตะเวนไปตามทุ่งนาของญาติมิตรโดยมีผมคอยติดตามไปด้วยในบางครั้ง  พ่อจะตระเวนดูต้นไม้ที่เนื้อดีๆอย่างประดู่ มะค่า เต็ง รังและอื่นๆตามแต่จะเลือกได้และเลือกเฉพาะต้นที่ลำต้นตรงๆ และคาดว่าไม่เป็นโพรง จากนั้นพ่อก็จะเจรจาต่อรองกับเจ้าของ ซื้อต่างขอ จนคาดว่าจะพอแก่การก่อสร้างและงานไม้อื่นๆ  จากนั้นจึงเริ่มลงมือ ตัดโค่นและแปรรูป  พ่อมีลูกมือซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆของพ่อชื่ออาเบ้า พ่อกับอาเบ้าสนิทกันมาก แต่อาเบ้ามีนิสัยที่ต่างกันคนละขั้วกับพ่อคือ เกียจคร้าน บ้านของอาเบ้าเป็นบ้านหลังเล็กๆ เหมือนกระต๊อบ อาเบ้ามีความรู้เรื่องซ่อมวิทยุนิดหน่อย ไม่ถึงกับเป็นช่างแต่ด้วยใจรักจึงดูเผินๆว่าแกเป็นช่างซ่อมวิทยุเก่งขนาด เวลาไปหาแกที่บ้าน ก็จะเห็นข้าวของพวกครื่องไม้เครื่องมือซ่อมวิทยุเกลื่อนห้องไปหมด  พ่อมองอาเบ้าอย่างเบื่อหน่าย และเห็นการกระทำนั้นเป็นสิ่งหมกมุ่นและไร้ประโยชน์ แต่ก็จนปัญญาจักชักนำในสิ่งที่ดีกว่านั้น

ชนบททางอิสานบ้านผมนั้นจะปลูกบ้านอยู่รวมกันและเรียกที่นั่นว่า”หมู่บ้าน” ส่วนที่นาก็จะกระจัดกระจายอยู่ทั่วหัวระแหงความไกล-ใกล้ ของแต่ละครอบครัว บางครอบครัวที่นากับบ้านอยู่ไกลกันร่วมสามถึงสี่กิโลฯ  พวกผมดูจะสะดวกสบายกว่าใครอื่นเพราะที่นาอยู่ใกล้ๆบ้าน  เถียงนากับบ้านไกลกันไม่เกินห้าร้อยเมตร เวลาฤดูทำนาจึงไม่จำเป็นต้องลำบากขนย้ายข้าวของไปอยู่ตามที่ไร่ที่นาเหมือนครอบครัวอื่นๆเสียให้ยาก

นาของผมอยู่ท้ายหมู่บ้านนี่เอง  เดินเลยป่าขี้ไปก็ถึงนาผม

ป่าหัวเถียงคือโรงเลื่อยของพ่อ  มันถูกถากถางจนเตียนราบใต้ต้นตะค้อต้นใหญ่  ไม้ที่พ่อตระเวนซี้อไว้จะถูกตัดและลำเลียงโดยรถเข็นมาที่นี่  พ่อกับอาเบ้าจะช่วยกันยกมันขึ้นห้างที่สร้างไว้อย่างดีตีไม้ล๊อคอย่างแน่นหนากันโยก จากนั้นจึงทำการเลื่อยเปิดปีกออกสองข้างก่อนแล้วจึงตีเส้นตามขนาดของไม้แปรรูปที่ต้องการ  เสร็จแล้วก็ลงมือเลื่อยโดยให้ตรงไปตามเส้น  ไม้ส่วนที่เปิดปีกแรกออก เรียกว่าไม้แป้นปีก ด้านหนึ่งจะเรียบอีกด้านหนึ่งจะขลุขละโค้งตามลักษระของต้นไม้ที่เป็นทรงกลม ไม้นี้ก็ใช่จะไร้ซึ่งประโยชน์ คนบ้านผมมักเรียกคนที่เรียนไม่เก่งว่า “พวกปึกเหมือนแป้นปีก” ด้วยมีลักษณะเป็นเช่นนั้น

แม่กับอาหนูเมียอาเบ้าก็จะมาช่วยบ้างในบางวัน  รวมทั้งพวกผมในวันเสาร์อาทิตย์ ก็จะมาดูพ่อกับอาเบ้าเลื่อยไม้และช่วยแม่ขุดปู หาเขียด เก็บผักหวานดอกกระเจียวในป่าเป็นที่สนุก  


พ่อกับอาเบ้าเลื่อยไม้เข้าขากันดีเพราะฝึกกันมาตั้งแต่หัดเลื่อยใหม่ๆ บ้านของปู่ทั้งหลังล้วนแต่เรี่ยวแรงของพ่อกับอาเบ้า จังหวะการดึงการส่งเลื่อยเป็นไปอย่างกลมกลืน  มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนเลื่อยไม้เมื่อเสี่ยวสองคนช่วยกันเลื่อยไม้ ต่างคนก็ต่างใจร้อนอยากให้เสร็จไวไว  จึงต่างดึงต่างดันไม่เป็นจังหวะ กอรปกับความใจร้อนของทั้งสองส่งผลให้ขอนไม้มีเลื่อยติดอยู่หล่นจากห้างกลิ้งหลุนๆลงคลอง เสี่ยวสองเสี่ยวยืนมองอย่างฉงนฉงาย จากนั้นก็หันมาทะเลาะตบตีกัน โดยต่างฝ่ายต่างโทษในความผิดของกันและกัน เป็นเรื่องเล่าชวนหัวเรื่องหนึ่ง  พ่อกับอาเบ้ามองตาก็รู้ใจกันทั้งสองจะพูดจาเล่นหัวกันก็น้อยครั้ง

ไม้ที่เลื่อยเสร็จแล้วพ่อจะเก็บซ่อนไว้ในป่าหัวเถียงและขนเข้าบ้านทีละน้อยๆ  พ่อทำงานทุกวันแทบไม่มีวันพักผ่อน คมกบไสไม้ของพ่อคมวาวอยู่ตลอดเวลา
 พอเสร็จงานเลื่อยไม้แปรกับอาเบ้าพ่อก็หันมาทำวงกบประตูหน้าต่าง  จากนั้นก็นำไปติดตั้ง ใส่บาน กั้นฝาวันละนิดละหน่อย  โดยมีแม่เป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดของพ่อ  บ้านของผมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  นานหลายปีจนบ้านที่พ่อมานะสร้างไม่มีฝาใบตองแม้แต่ด้านเดียว  เสาตัวเรือนใหญ่สิบสองต้นทำจากต้นประดู่ที่ถากด้วยมือพ่อ  กั้นเป็นห้องสามห้อง มีหน้าต่างรับลมทั้งสี่ทิศ  ใต้เรือนเป็นคอกควายส่วนเชื่อมต่อไปยังเรือนครัวลดชั้นจากเรือนใหญ่สามขั้นบันไดกว้างพอประมาณเป็นที่โล่งไว้ดูดาว ไม่มีหลังคา เรือนครัวมุงด้วยหญ้าคา เสาถากจากไม่จิกหกต้น กั้นรอบด้านด้วยไม้กุง ทุกอย่างเสร็จแล้วด้วยฝีมือของพ่อ

พ่อนิมนต์พระมาทำบุญขึ้นบ้านใหม่อีกครั้งหนึ่งหลังตรากตรำมานาน  ญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมทำบุญกันถ้วนหน้า ทุกคนต่างชื่นชมในความมุ่งมั่นของพ่อ  สายสิญน์ถูกโยงระยางไปรอบบ้าน  แขกที่มาในงานค้อมหัวฟังเสียงพระสวดมนต์อย่างนอบน้อม  พ่อหยาดน้ำลงขันอุทิศส่วนกุศลผลบุญถึงเจ้ากรรมนายเวรเป็นพิธีกรรมสุดท้าย  

พระเณรกลับวัดหลังจากฉันเสร็จและให้พร  ขณะแขกเหรื่อที่มาในงานกำลังดื่มกินอย่างสนุกสนาน  พ่อมายืนที่หน้าบ้านและมองดูมันอย่างภาคภูมิใจ  เดินกลับไปกลับมากลางผู้คนขวักไขว่  ใครคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า

“เจ้าสิขายขายเท่าไหร่หรือน้าทิดเสาร์บ้านหลังนี้”

 คำพูดนั้นเหมือนจะตั้งคำถามให้กับชาวบ้านและพวกเราทุกคนในครอบครัวครุ่นคิดว่า  ใครกันหนอที่จะมาเป็นเจ้าของบ้านที่แท้จริงของบ้านหลังนี้

แต่...... 

ไม่มีคำตอบจากพ่อนอกจากรอยยิ้ม 




ที่มา
http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?topic=6224.0
  


วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

สร้างบล๊อคไว้เขียนหนังสือ

เพิ่งค้นพบที่นี่ และเริ่มสร้างบล๊อคของตัวเอง..อึอึ สองวันแล้ว หลังจากนี้คิดว่าจะะพยายามสรรสร้างแต่สิ่งดีดี โดยเฉพาะงานเขียนหนังสือ ใครชอบอ่านอย่าลืมติดตามนะครับ

ผมยังใช้ชื่อเดิม ชื่อทึ่มๆ ซื่อๆ ดอกกระเจียวครับ ย่างเข้าปีที่สองที่ผมมาปรากฎตัวในโลกไอ-ที เพื่อการศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนเอง..ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่โลกได้สร้างเอาไว้ ให้เราสานต่อเจตนารมณ์ เพื่อตังเองและคนอื่น

ใกล้สอบแล้ว อ่านหนังสือเตรียมตัวกันให้ดีนะครับ

ดอกกระเจียว

คึดฮอดบ้านเก่า

ลืมพนาลาพะเนียงเหลือเพียงภาพ
ไกลทุ่งราบกราบทุ่งเร้นไม่เห็นหาย
ทิ้งพี่ร้างทั้งเพื่อนรักประจักษ์กลาย
ร้อนลุงอาลาหลานอายมาไกลกัน

น้ำตานองหนองตะนาจำลาจาก
เคยลำบากครั้งลำบนหนีหนหัน
มารุ่งเรืองเมืองรุ่งรองที่ผ่องพรรณ
แดนสวรรค์ดังสวาทปราชญ์อุดรฯ

บ้านดอนหาดบาดดั่งห้วงสรวงสถิต
เสนอมิตรสนองมวลครวญอักษร
สืบกวีศรีแก้ววรรณศิลป์วอน
รู้เพื่อนจรร้อนเพื่อนแจ้งคนแสงดาว

ทางเว็บไซไทยเว็บซึ้ง ณ แห่งนี้
ทุกข์หรือดีที่เราดังฝากสั่งสาว
แท้ฝันดีที่ฝั่งแดงแจ้งเรื่องราว
สนองกล่าวสาวนากลางทางอำเภอ

แสนสนุกสุขสนานประการใด
แจ้งอย่าบิดจิตอย่าใบ้ในเสนอ
เราบักพุงรุ่งบำเพ็ญเด่นดังเออ
หากใครเจอให้ครวญแจ้งแถลงมา

ทั้งโนนธาตุธาตุโนนที่มีเพื่อนเก่า
เป็นสุขเศร้าเป่าสุขสิ้นถวิลหา
รวมคุณครูรู้คุณความตามวิชา
ตั้งจิตพึ่งตรึงจิตพามิลืมเอย